ไทยมีแค่โอกาสแค่ไหน? หากยักษ์ใหญ่ระดับโลกมาจัดตั้ง "Data Center"
วิเคราะห์โอกาส - อุปสรรคของไทยผ่านมุมมองผู้เชี่ยวชาญ หากยักษ์ใหญ่ระดับโลกสนใจมาตั้ง "Data Center" ไทยยังลุ้นเป็นศูนย์กลางแห่งภูมิภาคอาเซียนได้หรือไม่?
Digital Economy หรือ เศรษฐกิจดิจิทัล หนึ่งในนโยบายระยะกลางและระยะยาวที่รัฐบาล "แพทองธาร ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี ประกาศผ่านถ้อยแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 12 – 13 กันยายน 2567 เพื่อส่งเสริมโอกาสในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ซึ่งแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีดิจิทัล นับเป็นอีก "เรือธง" ของรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ ที่ได้พยายามขับเคลื่อนนโยบายตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ยุคของนายกรัฐมมนตรี "เศรษฐา ทวีสิน" จนมาถึงนายกรัฐมนตรี "แพทองธาร ชินวัตร"
โดยเฉพาะการจัดตั้ง Data Center ที่ปรากฎร่องรอยผ่านความสนใจของ 3 บริษัทชั้นนำระดับโลก อาจทำให้มีเม็ดเงินลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้นอีกหลายแสนล้านบาท
อัปเดต เส้นทางพายุ “ดีเปรสชัน” จ่อขึ้นฝั่งเวียดนาม เคลื่อนปกคลุม “อีสาน-เหนือ”
เริ่มจาก Microsoft ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับรัฐบาลไทยที่จะพัฒนาด้าน AI และอุตสาหกรรมดิจิทัล เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2566 ก่อนที่ สัตยา นาเดลลา ซีอีโอบริษัท Microsoft จะประกาศต่อยอดความร่วมมือในงาน Microsoft Build AI Day Event ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 โดยจะเข้ามาลงทุน Data Center แห่งแรกในไทย พร้อมพัฒนาศักยภาพ ให้ความรู้เกี่ยวกับทักษะ AI ภายในปี 2568
ด้าน Google ได้ลงนาม MOU กับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เมื่อช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2567 ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนการลงทุนสร้าง Data Center เพิ่มเติมในภูมิภาคอาเซียน โดย Google พิจารณาว่าประเทศไทยมีศักยภาพที่จะติดตั้ง Data Center หากติดตั้งสำเร็จ ไทย จะเป็นชาติที่มี Data Center ของ Google เป็นแห่งที่ 4 ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และเป็นแห่งที่ 11 ของโลก
ขณะที่ Amazon Web Services (AWS) บริษัทด้าน Hyperscale Data Center ระดับโลก ประกาศปักหมุดลงทุน Data Center ในประเทศไทยระยะยาว เริ่มภายในปี 2568 และต่อยอดยาวถึงปี 2580 ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 1.9 แสนล้านบาท ทำให้ไทยมีโอกาสเป็น Data Center ของ AWS แห่งที่ 12 ของเอเชีย หรือแห่งที่ 4 ของอาเซียน ต่อจากอินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย
แม้ว่าจะเป็นโอกาสครั้งสำคัญของไทย แต่ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญยังมองเห็นอุปสรรคหลายประเด็นที่อาจทำให้การเดินหน้าไปสู่ความเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคของ Data Center ยังคงถูกตั้งคำถาม โดยเฉพาะแผนพัฒนาเพื่อรองรับการลงทุนที่ยังคงการตามหลังชาติอื่น ๆ ในอาเซียน รวมถึงความชัดเจนของนโยบายที่ยังไม่เห็นเป็นรูปธรรม
4 อุปสรรคท้าทายการเป็นศูนย์กลาง Data Center ของไทย
การตั้ง Data Center ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ประเทศไทยได้เปรียบกว่าประเทศอื่น และในเวลานี้ยังไม่เห็นภาพที่ไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางของ Data Center ระดับภูมิภาค
นี่คือมุมมองของ "สมชัย สิทธิชัยศรีชาติ" กรรมการบริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ต่อนโยบายการปลุกปั้นไทยให้เป็นศูนย์กลางของ Data Center
"สมชัย" วิเคราะห์โอกาสของไทยสู่การเป็นศูนย์กลาง Data Center ระดับภูมิภาค ยังมีอุปสรรคอย่างน้อย 4 ด้านที่ต้องเผชิญ
อุปสรรคเกี่ยวกับ "เวลา" เพราะหลายประเทศในอาเซียนไม่ว่าจะเป็น สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ต่างเคลื่อนไหวล้ำหน้าไปแล้ว หากรัฐบาลต้องผลักดันให้สำเร็จ อาจจะต้องเร่งดำเนินการ คู่ขนานกับการหาวิธีจูงใจให้บริษัทยักษ์ใหญ่สนใจลงทุนในไทยก่อนชาติอื่น
อุปสรรคเกี่ยวกับ "คน" เพราะเรื่องของทรัพยากรมนุษย์ ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ยังเป็นอุปสรรคที่หลายประเทศทั่วโลกต้องเผชิญ
อุปสรรคเกี่ยวกับ "ภาษา" โดยเฉพาะความต้องการผลักดันให้คนไทยใช้ Data Center โดยเฉพาะเหล่าบริษัทยักษ์ที่เตรียมปักหมุดลงทุนในประเทศไทย ต่างก็ลงทุน Data Center ประเภทคลาวด์ (Cloud) ที่อาศัย AI ในการทำงาน ซึ่งไทยยังถือว่าเสียเปรียบชาติอื่น เนื่องจาก AI หลายโมเดลแทบไม่มีการเก็บชุดข้อมูลที่เป็นภาษาไทยมาฝึกฝน เช่น เอกสาร หรือรายงานวิจัยต่าง ๆ
"สมชัย" แนะนำว่า ทุกหน่วยงานราชการควรนำชุดข้อมูลภาษาไทยทั้งหมดใส่เข้าไปใน AI และให้หน่วยงานกลาง เช่น NECTEC หรือ DEPA เป็นหน่วยงานกำกับดูแล ดึงข้อมูลจากรัฐบาลเข้ามาให้ AI เก็บข้อมูล ซึ่งจะเป็นการฝึก AI ภาษาไทยไปในตัว หรือเสริมสร้าง ระดมบุคลากรจัดตั้งเป็นหน่วยงานการจัดเก็บข้อมูล ให้เป็นหน่วยงานที่ชำนาญในด้าน AI ไปเลย
และอุปสรรคเกี่ยวกับ "พลังงาน" ที่นอกจากจะต้องมองในมุมของราคาและปริมาณแล้ว อาจต้องพูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย เนื่องจาก Data Center จำเป็นต้องใช้ซีพียูตัวใหญ่หลายตัว และใช้ไฟจากหม้อแปลงปริมาณมาก ผลที่ตามมาคือการใช้พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และยังส่งผลให้เกิดความร้อนสูงมาก ประกอบกับอุปกรณ์ภายใน Data Center เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หากเกิดความร้อนสูงจะทำให้อายุการใช้งานสั้นลง จึงมีการติดตั้งแอร์จำนวนมากเพื่อทำให้ Data Center มีความเย็นอยู่ตลอดเวลา
ซึ่งการกินพลังงานไฟฟ้า ความร้อนที่เพิ่มขึ้นจากการทำงานของเซิร์ฟเวอร์ และการหล่อเย็นตลอดเวลา ทำให้ Data Center เป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วน ต้องมองให้ไกลกว่ามิติทางเศรษฐกิจ แต่อาจต้องมองทะลุไปถึงมิติทางสิ่งแวดล้อมด้วย
3 โอกาสของไทย หากได้เป็นศูนย์กลาง Data Center ระดับภูมิภาค
การยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลาง Data Center ระดับภูมิภาค แม้จะมีอุปสรรคที่ต้องคำนึงหลายประการ ทว่า "ปริญญา หอมเอนก" ประธานกรรมการบริหารบริษัท เอซิส โปรเฟสชั่นนัล เซ็นเตอร์ จำกัด (ACIS) มองเห็นโอกาสในการผลักดันประเทศไทย สู่การเป็นศูนย์กลางของ Data Center ในระดับภูมิภาคได้
"ปริญญา" มองว่า การที่ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของ Data Center ระดับภูมิภาคนั้นมีความเป็นไปได้ ขึ้นอยู่กับรายละเอียดและความชัดเจนของแผนงานระหว่างรัฐบาลกับผู้ที่จะเข้ามาลงทุน โดยจะต้องพูดคุยระหว่างกันว่า ไทยสามารถเข้าถึง Data Center ของผู้ที่จะเข้ามาลงทุนได้ในระดับไหนหากเกิดกรณีฉุกเฉินขึ้น เช่น หยุดจ่ายไฟให้กับ Data Center ได้หรือไม่ หรือสามารถปิด Data Center เฉพาะจุดเพื่อตรวจสอบได้หรือไม่ ซึ่งถ้ารัฐมีข้อกำหนดมากเกินไป ผู้ให้บริการก็อาจพับแผนการลงทุน
นอกจากนี้ ยังมองว่ารัฐบาลควรส่งผู้เชี่ยวชาญไปตกลงกับผู้ที่จะเข้ามาลงทุน หากตกลงกันแล้วไม่มีข้อกำหนดเยอะจนเกินไป รายละเอียดนโยบายชัดเจน โอกาสที่ไทยได้เป็นศูนย์กลางของ Data Center ระดับภูมิภาคจะไปได้สวย
ส่วนอานิสงส์ที่ไทยมีโอกาสได้รับจากการเป็นศูนย์กลางของ Data Center ระดับภูมิภาคนั้น "ปริญญา" มองว่ามีอยู่ 3 ประการ
ประการแรกคือ ความปลอดภัย เพราะข้อมูลต่าง ๆ จะอยู่ภายในประเทศไทย มีความปลอดภัยสูง ยิ่งหากรัฐบังคับใช้นโยบายการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลภายในประเทศ (Data Localization) ไทยยิ่งได้เปรียบ เพราะจะทำให้ข้อมูลทั้งหมดที่มีใน Data Center ถูกจำกัดการใช้งานภายในประเทศ และอาจเป็นการลงทุนที่คุ้มทุนสำหรับผู้ให้บริการที่คนไทยใช้เยอะ
ประการต่อมาคือ ความเร็วและประสิทธิภาพการใช้งาน โดยผู้ใช้บริการในไทยสามารถใช้งานผ่านการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายเข้ากับ Data Center โดยตรง ไม่ต้องผ่านการใช้งาน Data Center ในพื้นที่ประเทศอื่น เช่น บริการของ AWS ที่ปัจจุบันไทยใช้งานของประเทศสิงคโปร์ ส่งผลให้มีอัตราการส่งถ่ายข้อมูล (Bandwidth) ต่ำ ใช้งานได้ช้ากว่าการเชื่อมต่อกับ Data Center ภายในประเทศ
และประการสุดท้ายคือ การเกิด Ecosystem ที่เอื้อประโยชน์ให้กับคนไทย หากสามารถจ้างคนให้เข้าไปเป็นผู้ควบคุมดูแลระบบ ไปจนถึงแม่บ้าน พนักงานรักษาความปลอดภัยภายใน Data Center รวมถึงใช้โครงสร้างพื้นฐานจากประเทศไทยในการจัดตั้ง จะถือเป็นเรื่องดี
อย่างไรก็ตาม การเกิด Ecosystem จากการจัดตั้ง Data Center ในไทยยังมีความเสี่ยงบางประการ เช่น เสี่ยงเกิดการจ้างงานที่ไม่สูงเท่าการจัดตั้งโรงงาน เนื่องจาก Data Center เป็นระบบที่ทำงานแบบอัตโนมัติ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานภายในแทบทั้งหมดอาจนำเข้ามาจากต่างประเทศ สิ่งที่ใช้ของไทยอาจมีเพียงตัวอาคารเท่านั้น ทำให้อาจไม่เกิดการสั่งของไทยมาใช้งานเท่าที่ควร
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB